วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

7 เคล็ดลับใช้ชีวิตให้มีความสุข แบบเศรษฐีหมายเลข 3 ของโลก

วัน ที่ 30 สิงหาคมที่เพิ่งผ่านมา เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 81 ปี ของ วอร์เร็น บัฟเฟ็ตต์ ถึงอายุจะมาก แต่มหาเศรษฐีอันดับ 3 ของโลก ซึ่งมีเงิน 1 ล้าน 5 แสนล้านบาท บัฟเฟ็ตต์ก็ยังตื่นแต่เช้า แต่งตัวไปทำงานทุกวัน

บัฟเฟ็ตต์ คิดว่าตัวเองน่าจะอายุยืนอย่างน้อย 88 ปี และตั้งใจว่าถ้าเป็นไปได้จะทำงานจนอายุเกิน 100 ปี

บัฟ เฟ็ตต์ ดูกระฉับกระเฉง พูดจาฉับไวไม่เหมือนคนอายุ 80 เวลาให้สัมภาษณ์มักมีอารมณ์ขันสอดแทรกอยู่เสมอ ไม่ได้เคร่งขรึมตึงเครียดแบบมหาเศรษฐีนักธุรกิจส่วนใหญ่

คนมักจะถาม บัฟเฟ็ตต์เป็นประจำว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จและร่ำรวย ซึ่งบัฟเฟ็ตต์ก็ตอบเหมือนเดิมว่าให้ทำในสิ่งที่ตนรักแล้วความสำเร็จก็จะตาม มาซึ่งก็รวมถึงเงินทองด้วย

เคล็ดลับในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขของบัฟเฟ็ตต์นั้นเรียบง่าย แต่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้ง ซึ่งมีหลักๆ อยู่ 7 ข้อ

1. ทำในสิ่งที่ตนเองรัก บัฟเฟ็ตต์บอกว่าในชีวิต เขาไม่เคยต้องเลือกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องชีวิตส่วนตัว เขามีความสุขกับการทำงานมาก ทุกวันตื่นเต้นที่ได้ไปทำงาน เรียกได้ว่าแทบจะเต้นแท็บแดนซ์เข้าออฟฟิศเลยทีเดียว และเดินเข้าออฟฟิศอย่างมีความสุขเป็นที่สุด ซึ่งการทำในสิ่งที่ตนรัก และรักในสิ่งที่ตนทำ ผลงานก็จะออกมาดีโดยธรรมชาติ

2. หาความสุขจากความเรียบง่าย บัฟเฟ็ตต์บอกว่าความสุขอย่างเรียบง่ายของเขาคือการเล่นไพ่บริดจ์ออนไลน์ สัปดาห์ละ 12 ชั่วโมง ความสุขอยู่ที่ใจเป็นสิ่งที่หาได้จากสิ่งใกล้ตัว การได้พักผ่อนอยู่กับบ้านนั่งอ่านหนังสือหรือปลูกต้นไม้ก็ถือเป็นความสุข แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเงินฟุ่มเฟือยทานอาหารนอกบ้าน หรือท่องเที่ยวต่างประเทศ

3. คิดและทำในสิ่งที่ไม่ซับซ้อน บัฟเฟ็ตต์บอกว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร เขาต้องอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดได้ ดังนั้น จึงเลือกทำแต่เฉพาะสิ่งที่ตัวเองเข้าใจทะลุปรุโปร่งเพราะความเสี่ยงหรือความ เสียหายเกิดจากการทำในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้

4. ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย บัฟเฟ็ตต์กล่าวว่าในชีวิตส่วนตัวของเขาเขาไม่เคยสนใจว่าคนรวยคนอื่นๆ ทำอะไร ตัวเขาไม่ต้องการมีเรือยอชต์ขนาด 405 ฟุต เพียงเพราะว่าเศรษฐีคนอื่นมีเรือยอชต์ยาว 400 ฟุต

ทุกวันนี้ บัฟเฟ็ตต์ยังคงอยู่ในบ้านหลังเดิมขนาด 550 ตารางเมตร ซึ่งซื้อเมื่อ 43 ปีก่อน ที่เมืองโอมาฮ่า รัฐเนบราสก้า ในราคา 1.3 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 21 ล้านบาท บัฟเฟ็ตต์บอกว่าคนเป็นหนี้บัตรเครดิต แสดงว่าคนคนนั้นใช้ชีวิตเกินฐานะของตัวเอง

5. มีต้นแบบที่ดี ยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต บัฟเฟ็ตต์เคยกล่าวไว้ว่า บอกมาเลยว่าใครคือฮีโร่ในดวงใจของคุณ ผมสามารถทำนายได้เลยว่าในอนาคตคุณจะเป็นอย่างไร เพราะคุณสมบัติของคนที่เราชื่นชมจะเป็นเครื่องนำทางไปสู่คุณสมบัติที่ตัวเรา จะมี ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนเข้าช่วยนิดหน่อยจนพัฒนาเป็นนิสัย

6. เลือกทำในสิ่งที่รัก ไม่ใช่เลือกทำเพราะเงินหรือผลตอบแทน บัฟเฟ็ตต์กล่าวว่า หากเราทำในสิ่งที่เรารัก เราจะทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจที่มีอย่างเต็มที่ ซึ่งผลที่ได้รับก็มักเป็นผลตอบแทนทางการเงิน

ตอนที่บัฟเฟ็ตต์เรียนจบ ปริญญาโท เขาไปทำงานกับ เบ็นจามิน แกรห์ม ซึ่งเป็นหุ้นส่วนบริษัทด้านการลงทุน Graham-Newman Partnership ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่าจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ รู้แต่ว่าอยากทำงานกับเบ็น จามิน แกรห์ม เพราะพอได้ทำงานกับคนที่อยากทำ ตื่นเช้าขึ้นมาก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงาน เพราะรู้ว่าเมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็นหลังเลิกงาน ตัวเองจะฉลาดขึ้นกว่าเมื่อเช้าตอนก่อนออกจากบ้าน

7. แต่งงานกับคนที่ใช่ บัฟเฟ็ตต์บอกว่าถ้าเจอะคนที่เรารักและมั่นใจว่า "คนนี้ใช่เลย" ขอให้แต่งงานโดยไม่ต้องรีรอ

เขาบอกว่าการมีชีวิตคู่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในชีวิต เช่น ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้รู้ว่าตัวเองควรทำงานด้านไหน และ ฯลฯ

การ ทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัยหรือเพลย์บอยทำให้ศักยภาพในการทำงานลดลง เนื่องจากเอาเวลาทำงานไปหมกมุ่นเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่งงานซะทุกอย่างก็จบ
ขอคุณข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315390607&grpid=&catid=50&subcatid=5000

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

จะเลือกชื่นชมดอกไม้หอม หรือ จะยอมดมกลิ่นดอกไม้เหม็น (ความรู้สึกดี ๆ มีได้ทุกวัน)

ถ้าหากเราเป็นคนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่อย่างอับจนข้นแค้น ได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทั้งยังเข้าใจว่า สิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่นั้น เป็นผลจากการกระทำของคนอื่นหรือคนอื่นเป็นต้นเหตุแล้วละก็
โปรดรู้เถิดว่า เรากำลังเข้าใจผิด
.. กำลังทำลายชีวิตให้ย่อยยับ ด้วยการยึดติดเงาความคิดของตนเอง
เพราะในโลกนี้ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากเราจะทำร้ายตัวเอง การกระทำนั้นมีผลต่อเราก็เพราะเรายอมรับเอาผลของการกระทำของคนอื่นให้เกิดมีอิทธิพลต่อเรา คนอื่นทำให้ไม่พอใจก็เพราะเรายอมรับความไม่พอใจให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา
หากเราคิดเอาใจใส่จิตใจของตนองสักนิด ชีวิตทั้งชีวิตก็จะไม่ตกอยู่ในการกระทำของคนอื่น
.. เรามีสิทธิ์เลือกรับ หรือ ปฏิเสธผลการกระทำของคนอื่นได้เสมอ
พระพุทธเจ้า จึงทรงเปรียบการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของคนเราว่า
"เหมือนกับการเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ ที่ดารดาษเต็มไปด้วยดอกไม้นานพันธุ์ บุคคลผู้ฉลาดย่อมเลือกเก็บแต่ดอกไม้ที่มีสีสวยและมีกลิ่นหอม ส่วนคนโง่ย่อมเลือกเก็บแต่ดอกไม้ที่น่าเกลียด และมีกลิ่นเหม็นมาร้อยเป็นพวงมาลัยเป็นรางวัลแก่ชีวิตตนเอง"
ความสุขในชีวิตของคนเรา จึงขึ้นอยู่กับท่าทีที่เรามีต่อความคิดของตัวเอง หากเรามีท่าทีต่อชีวิตอย่างไร เราก็จะแสดงออกไปอย่างนั้น หากเรามีท่าทีต่อชีวิตอย่างไร เราก็จะแสดงออกไปอย่างนั้น และพฤติกรรมที่แสดงออกไปก็จะเป็นผลสะท้อนกลับมาสู่ชีวิตของเราเอง
การมีหลักในใจที่มั่นคง ไม่ขึ้นลงตามภาวะอารมณ์ที่มากระทบ จึงเป็นวิธีการป้องกันไม่ให้ตกไปสู่ภาวะอารมณ์อันเป็นผลลัพธ์ที่เราไม่ต้องการ
เพราะมีสิ่งมากมายเข้ามาในชีวิต หากไม่รู้จักปล่อยวาง เราจะไม่มีที่ว่างหลงเหลือให้แก่ชีวิตได้เลย
จิตใจของคนเราก็เหมือนกับพื้นดินอันอุดม พร้อมจะรองรับเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงไป เราหว่านสิ่งใดก็จะได้รับผลเช่นนั้น
ชีวิตที่เก็บอารมณ์ไม่ดีไว้ ย่อมไม่อาจพบกับความสุขได้ และอารมณ์ไม่ดีเหล่านั้น รังแต่จะทำลายตัวเราและคนรอบข้าง

มีนิทานเรื่องหนึ่งใน มหาภารตะมหัศจรรย์นิทาน ที่เรียบเรียงโดย กนกรัตน์ เล่าไว้อย่างน่าสนใจว่า
ครั้งหนึ่ง พระราชาทรงปลอมพระองค์ไปเดินเล่นในเมืองพร้อมกับเสนาคนสนิท ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินเล่นและสนทนากันอยู่นั้น พระราชาทอดพระเนตรเห็นชายคนหนึ่งเดินผ่านมา จึงตรัสว่า
"ไม่รู้ทำไมอยู่ ๆ ข้าถึงอยากจะสังหารคนสวนผู้นั้นทิ้งเสีย"
ว่าแล้วก็ชี้พระหัตถ์ไปทางชายหนุ่ม ที่มองมาทางพระองค์เหมือนกัน พระองค์ทรงใคร่อยากจะรู้ว่า ชายคนนั้นคิดอย่างไร จึงทรงสั่งให้เสนาเดินไปถาม
"พ่อหนุ่ม ข้าต้องการจะถามเจ้าสักคำ เจ้าพอจะตอบคำถามของข้าตามตรงได้ไหม"
เสนากล่าวกับชายหนุ่ม และเขากล่าวตอบว่า
"ได้ ท่านต้องการจะถามข้าเรื่องอันไร"
"เมื่อสักครู่ที่เห็นชายคนที่ยืนอยู่นั้นมองหน้า เจ้าคิดอย่างไรกับเขาบ้าง"
ชายหนุ่มมองไปที่พระราชา แล้วตอบคำถามด้วยความสัตย์จริง เมื่อเห็นพระราชามองมาที่ตนครั้งแรกว่า
"ทันทีที่ข้าเห็นเขา ข้าอยากดึงขนเคราของเขาออกทีละเส้น เพราะข้ารู้สึกเคืองตากับกิริยาของเขาเหลือเกิน"

การดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม เมื่อมีเหตุที่ทำให้ไม่สบายใจ หรือเป็นทุกข์ใจจากคนรอบข้าง จึงไม่ควรมองเพียงว่าเขาทำอะไรให้เราไม่พอใจ แต่จงถามใจของเราเองว่า ทำอะไรให้เขาไม่พอใจบ้าง
เพราะความเกลียดชังย่อมบ้านย่อมมาซึ่งเกลียดชัง
และความรักย่อมนำมาซึ่งความรัก
เวลาที่เราถูกคนอื่นพูดหรือทำอะไรให้ไม่ถูกใจ ก็อย่ามัวแต่โทษคนอื่นหรือสิ่งรอบข้างว่า เป็นต้นเหตุแห่งความไม่สบายใจหรือความวิตกกังวลต่าง ๆ แต่จงมองย้อนเข้ามาในใจของเราเองว่าเป็นอย่างไร
เพราะในสวนดอกไม้ ซึ่งดารดาษไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่กำลังเบ่งบาน และพร้อมจะให้เราเก็บมาร้อยเป็นมาลัยไว้ประดับใจ

ทำให้เราชีวิตตนเองสดใสหรือหม่นไหม้ ล้วนขึ้นอยู่กับเราที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ
วันนี้ .. เราพร้อมจะเลือกเก็บดอกไม้หอม
ไว้ประดับหัวใจตนเองตนเองหรือยัง ?

ขอบคุณหนังสือดี ๆ ชื่อ "ความรู้สึกดี ๆ มีได้ทุกวัน" โดย กอบแก้ว
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/154506