วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พลังแห่งการเลิก

เลิก"หวังผลตอบแทน"

เพราะฉันให้ของขวัญไปแล้ว
ก็น่าจะได้อะไรตอบแทนกลับคืนมาแน่นอน
เพราะฉันส่งจดหมายไปแล้ว
ก็น่าจะเขียนจดหมายตอบกลับมา
เพราะฉันสนับสนุนไปแล้ว
ก็ต้องได้รับการสนับสนุนบ้างในครั้งหน้า
ความคิดเช่นนี้
ซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในจิตใจคนเรา
แต่คุณรู้ไหมว่าคนที่ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน
ช่างมีเสน่ห์กว่าคนที่ทำแล้วค่อยแต่หวังผลตอบแทนอยู่ร่ำไป
ลองเลิก"หวังผลตอบแทน" ดูสิ


พลังแห่งการเริ่ม


เริ่ม"ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน"

เพราะต้องได้รับบางสิ่งกลับมา ก็เลยทำให้
เพราะมีผลตอบแทน ก็เลยทำ
ทิ้งความคิดเหล่านี้ไป
แล้วลองทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทนดูสิ
เพียงเท่านี้คุณจะิอิ่มเอมใจ
และจะไม่รู้สึกเครียดกับท่าทีตอบรัรบของอีกฝ่าย
เพียงแค่ลองทำด้วยความรู้สึกที่อยากทำให้จากใจจริงดู


[ก้าวแห่งการเริ่ม]


"แม้ว่าทำดีำไปแล้วจะไม่ได้ัรับคำขอบคุณกลับมาก็ตาม
ก็กระซิบคำว่า"ขอบคุณ" กับตัวเองก็ได้"

"ผู้ให้" ย่อมมีหัวใจที่ใหญ่กว่า"ผู้รับ" เสมอ

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

7 เคล็ดลับใช้ชีวิตให้มีความสุข แบบเศรษฐีหมายเลข 3 ของโลก

วัน ที่ 30 สิงหาคมที่เพิ่งผ่านมา เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 81 ปี ของ วอร์เร็น บัฟเฟ็ตต์ ถึงอายุจะมาก แต่มหาเศรษฐีอันดับ 3 ของโลก ซึ่งมีเงิน 1 ล้าน 5 แสนล้านบาท บัฟเฟ็ตต์ก็ยังตื่นแต่เช้า แต่งตัวไปทำงานทุกวัน

บัฟเฟ็ตต์ คิดว่าตัวเองน่าจะอายุยืนอย่างน้อย 88 ปี และตั้งใจว่าถ้าเป็นไปได้จะทำงานจนอายุเกิน 100 ปี

บัฟ เฟ็ตต์ ดูกระฉับกระเฉง พูดจาฉับไวไม่เหมือนคนอายุ 80 เวลาให้สัมภาษณ์มักมีอารมณ์ขันสอดแทรกอยู่เสมอ ไม่ได้เคร่งขรึมตึงเครียดแบบมหาเศรษฐีนักธุรกิจส่วนใหญ่

คนมักจะถาม บัฟเฟ็ตต์เป็นประจำว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จและร่ำรวย ซึ่งบัฟเฟ็ตต์ก็ตอบเหมือนเดิมว่าให้ทำในสิ่งที่ตนรักแล้วความสำเร็จก็จะตาม มาซึ่งก็รวมถึงเงินทองด้วย

เคล็ดลับในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขของบัฟเฟ็ตต์นั้นเรียบง่าย แต่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้ง ซึ่งมีหลักๆ อยู่ 7 ข้อ

1. ทำในสิ่งที่ตนเองรัก บัฟเฟ็ตต์บอกว่าในชีวิต เขาไม่เคยต้องเลือกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องชีวิตส่วนตัว เขามีความสุขกับการทำงานมาก ทุกวันตื่นเต้นที่ได้ไปทำงาน เรียกได้ว่าแทบจะเต้นแท็บแดนซ์เข้าออฟฟิศเลยทีเดียว และเดินเข้าออฟฟิศอย่างมีความสุขเป็นที่สุด ซึ่งการทำในสิ่งที่ตนรัก และรักในสิ่งที่ตนทำ ผลงานก็จะออกมาดีโดยธรรมชาติ

2. หาความสุขจากความเรียบง่าย บัฟเฟ็ตต์บอกว่าความสุขอย่างเรียบง่ายของเขาคือการเล่นไพ่บริดจ์ออนไลน์ สัปดาห์ละ 12 ชั่วโมง ความสุขอยู่ที่ใจเป็นสิ่งที่หาได้จากสิ่งใกล้ตัว การได้พักผ่อนอยู่กับบ้านนั่งอ่านหนังสือหรือปลูกต้นไม้ก็ถือเป็นความสุข แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเงินฟุ่มเฟือยทานอาหารนอกบ้าน หรือท่องเที่ยวต่างประเทศ

3. คิดและทำในสิ่งที่ไม่ซับซ้อน บัฟเฟ็ตต์บอกว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร เขาต้องอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดได้ ดังนั้น จึงเลือกทำแต่เฉพาะสิ่งที่ตัวเองเข้าใจทะลุปรุโปร่งเพราะความเสี่ยงหรือความ เสียหายเกิดจากการทำในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้

4. ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย บัฟเฟ็ตต์กล่าวว่าในชีวิตส่วนตัวของเขาเขาไม่เคยสนใจว่าคนรวยคนอื่นๆ ทำอะไร ตัวเขาไม่ต้องการมีเรือยอชต์ขนาด 405 ฟุต เพียงเพราะว่าเศรษฐีคนอื่นมีเรือยอชต์ยาว 400 ฟุต

ทุกวันนี้ บัฟเฟ็ตต์ยังคงอยู่ในบ้านหลังเดิมขนาด 550 ตารางเมตร ซึ่งซื้อเมื่อ 43 ปีก่อน ที่เมืองโอมาฮ่า รัฐเนบราสก้า ในราคา 1.3 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 21 ล้านบาท บัฟเฟ็ตต์บอกว่าคนเป็นหนี้บัตรเครดิต แสดงว่าคนคนนั้นใช้ชีวิตเกินฐานะของตัวเอง

5. มีต้นแบบที่ดี ยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต บัฟเฟ็ตต์เคยกล่าวไว้ว่า บอกมาเลยว่าใครคือฮีโร่ในดวงใจของคุณ ผมสามารถทำนายได้เลยว่าในอนาคตคุณจะเป็นอย่างไร เพราะคุณสมบัติของคนที่เราชื่นชมจะเป็นเครื่องนำทางไปสู่คุณสมบัติที่ตัวเรา จะมี ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนเข้าช่วยนิดหน่อยจนพัฒนาเป็นนิสัย

6. เลือกทำในสิ่งที่รัก ไม่ใช่เลือกทำเพราะเงินหรือผลตอบแทน บัฟเฟ็ตต์กล่าวว่า หากเราทำในสิ่งที่เรารัก เราจะทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจที่มีอย่างเต็มที่ ซึ่งผลที่ได้รับก็มักเป็นผลตอบแทนทางการเงิน

ตอนที่บัฟเฟ็ตต์เรียนจบ ปริญญาโท เขาไปทำงานกับ เบ็นจามิน แกรห์ม ซึ่งเป็นหุ้นส่วนบริษัทด้านการลงทุน Graham-Newman Partnership ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่าจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ รู้แต่ว่าอยากทำงานกับเบ็น จามิน แกรห์ม เพราะพอได้ทำงานกับคนที่อยากทำ ตื่นเช้าขึ้นมาก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงาน เพราะรู้ว่าเมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็นหลังเลิกงาน ตัวเองจะฉลาดขึ้นกว่าเมื่อเช้าตอนก่อนออกจากบ้าน

7. แต่งงานกับคนที่ใช่ บัฟเฟ็ตต์บอกว่าถ้าเจอะคนที่เรารักและมั่นใจว่า "คนนี้ใช่เลย" ขอให้แต่งงานโดยไม่ต้องรีรอ

เขาบอกว่าการมีชีวิตคู่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในชีวิต เช่น ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้รู้ว่าตัวเองควรทำงานด้านไหน และ ฯลฯ

การ ทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัยหรือเพลย์บอยทำให้ศักยภาพในการทำงานลดลง เนื่องจากเอาเวลาทำงานไปหมกมุ่นเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่งงานซะทุกอย่างก็จบ
ขอคุณข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315390607&grpid=&catid=50&subcatid=5000

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

จะเลือกชื่นชมดอกไม้หอม หรือ จะยอมดมกลิ่นดอกไม้เหม็น (ความรู้สึกดี ๆ มีได้ทุกวัน)

ถ้าหากเราเป็นคนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่อย่างอับจนข้นแค้น ได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทั้งยังเข้าใจว่า สิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่นั้น เป็นผลจากการกระทำของคนอื่นหรือคนอื่นเป็นต้นเหตุแล้วละก็
โปรดรู้เถิดว่า เรากำลังเข้าใจผิด
.. กำลังทำลายชีวิตให้ย่อยยับ ด้วยการยึดติดเงาความคิดของตนเอง
เพราะในโลกนี้ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากเราจะทำร้ายตัวเอง การกระทำนั้นมีผลต่อเราก็เพราะเรายอมรับเอาผลของการกระทำของคนอื่นให้เกิดมีอิทธิพลต่อเรา คนอื่นทำให้ไม่พอใจก็เพราะเรายอมรับความไม่พอใจให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา
หากเราคิดเอาใจใส่จิตใจของตนองสักนิด ชีวิตทั้งชีวิตก็จะไม่ตกอยู่ในการกระทำของคนอื่น
.. เรามีสิทธิ์เลือกรับ หรือ ปฏิเสธผลการกระทำของคนอื่นได้เสมอ
พระพุทธเจ้า จึงทรงเปรียบการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของคนเราว่า
"เหมือนกับการเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ ที่ดารดาษเต็มไปด้วยดอกไม้นานพันธุ์ บุคคลผู้ฉลาดย่อมเลือกเก็บแต่ดอกไม้ที่มีสีสวยและมีกลิ่นหอม ส่วนคนโง่ย่อมเลือกเก็บแต่ดอกไม้ที่น่าเกลียด และมีกลิ่นเหม็นมาร้อยเป็นพวงมาลัยเป็นรางวัลแก่ชีวิตตนเอง"
ความสุขในชีวิตของคนเรา จึงขึ้นอยู่กับท่าทีที่เรามีต่อความคิดของตัวเอง หากเรามีท่าทีต่อชีวิตอย่างไร เราก็จะแสดงออกไปอย่างนั้น หากเรามีท่าทีต่อชีวิตอย่างไร เราก็จะแสดงออกไปอย่างนั้น และพฤติกรรมที่แสดงออกไปก็จะเป็นผลสะท้อนกลับมาสู่ชีวิตของเราเอง
การมีหลักในใจที่มั่นคง ไม่ขึ้นลงตามภาวะอารมณ์ที่มากระทบ จึงเป็นวิธีการป้องกันไม่ให้ตกไปสู่ภาวะอารมณ์อันเป็นผลลัพธ์ที่เราไม่ต้องการ
เพราะมีสิ่งมากมายเข้ามาในชีวิต หากไม่รู้จักปล่อยวาง เราจะไม่มีที่ว่างหลงเหลือให้แก่ชีวิตได้เลย
จิตใจของคนเราก็เหมือนกับพื้นดินอันอุดม พร้อมจะรองรับเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงไป เราหว่านสิ่งใดก็จะได้รับผลเช่นนั้น
ชีวิตที่เก็บอารมณ์ไม่ดีไว้ ย่อมไม่อาจพบกับความสุขได้ และอารมณ์ไม่ดีเหล่านั้น รังแต่จะทำลายตัวเราและคนรอบข้าง

มีนิทานเรื่องหนึ่งใน มหาภารตะมหัศจรรย์นิทาน ที่เรียบเรียงโดย กนกรัตน์ เล่าไว้อย่างน่าสนใจว่า
ครั้งหนึ่ง พระราชาทรงปลอมพระองค์ไปเดินเล่นในเมืองพร้อมกับเสนาคนสนิท ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินเล่นและสนทนากันอยู่นั้น พระราชาทอดพระเนตรเห็นชายคนหนึ่งเดินผ่านมา จึงตรัสว่า
"ไม่รู้ทำไมอยู่ ๆ ข้าถึงอยากจะสังหารคนสวนผู้นั้นทิ้งเสีย"
ว่าแล้วก็ชี้พระหัตถ์ไปทางชายหนุ่ม ที่มองมาทางพระองค์เหมือนกัน พระองค์ทรงใคร่อยากจะรู้ว่า ชายคนนั้นคิดอย่างไร จึงทรงสั่งให้เสนาเดินไปถาม
"พ่อหนุ่ม ข้าต้องการจะถามเจ้าสักคำ เจ้าพอจะตอบคำถามของข้าตามตรงได้ไหม"
เสนากล่าวกับชายหนุ่ม และเขากล่าวตอบว่า
"ได้ ท่านต้องการจะถามข้าเรื่องอันไร"
"เมื่อสักครู่ที่เห็นชายคนที่ยืนอยู่นั้นมองหน้า เจ้าคิดอย่างไรกับเขาบ้าง"
ชายหนุ่มมองไปที่พระราชา แล้วตอบคำถามด้วยความสัตย์จริง เมื่อเห็นพระราชามองมาที่ตนครั้งแรกว่า
"ทันทีที่ข้าเห็นเขา ข้าอยากดึงขนเคราของเขาออกทีละเส้น เพราะข้ารู้สึกเคืองตากับกิริยาของเขาเหลือเกิน"

การดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม เมื่อมีเหตุที่ทำให้ไม่สบายใจ หรือเป็นทุกข์ใจจากคนรอบข้าง จึงไม่ควรมองเพียงว่าเขาทำอะไรให้เราไม่พอใจ แต่จงถามใจของเราเองว่า ทำอะไรให้เขาไม่พอใจบ้าง
เพราะความเกลียดชังย่อมบ้านย่อมมาซึ่งเกลียดชัง
และความรักย่อมนำมาซึ่งความรัก
เวลาที่เราถูกคนอื่นพูดหรือทำอะไรให้ไม่ถูกใจ ก็อย่ามัวแต่โทษคนอื่นหรือสิ่งรอบข้างว่า เป็นต้นเหตุแห่งความไม่สบายใจหรือความวิตกกังวลต่าง ๆ แต่จงมองย้อนเข้ามาในใจของเราเองว่าเป็นอย่างไร
เพราะในสวนดอกไม้ ซึ่งดารดาษไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่กำลังเบ่งบาน และพร้อมจะให้เราเก็บมาร้อยเป็นมาลัยไว้ประดับใจ

ทำให้เราชีวิตตนเองสดใสหรือหม่นไหม้ ล้วนขึ้นอยู่กับเราที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ
วันนี้ .. เราพร้อมจะเลือกเก็บดอกไม้หอม
ไว้ประดับหัวใจตนเองตนเองหรือยัง ?

ขอบคุณหนังสือดี ๆ ชื่อ "ความรู้สึกดี ๆ มีได้ทุกวัน" โดย กอบแก้ว
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/154506

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

บทความดี ๆ ความสุข คืออะไร

ดอกไม้
ความสุข คือ ความสบาย หรือความสำราญ แยกออกได้เป็นสองฝ่าย คือ ความสุขทางกาย กับความสุขทางใจ

ความสุขทางกาย ได้แก่ ความสุขที่สัมผัสได้จากประสาททั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และผิวหนัง เรียกว่า กามคุณ 5” จัดว่าเป็นฝ่ายรูป หรือความสุขที่เกิดจากเนื้อหนังมังสา อันเป็นสิ่งสกปรก

ความสุขทางใจ ได้แก่ ความสุขที่สัมผัสได้ทางจิตคือ ความสบายใจ ความสุขใจ ความอิ่มใจ ความพอใจ อันเกิดจากจิตใจที่สงบและเย็น จัดว่าเป็นฝ่ายนาม อันเป็นความสุขที่สะอาด

ความสุขทั้งกายและใจ ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กันไม่อาจจะแยกให้ขาดจากกันได้ เพราะต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน จะขาดเสียอย่างใดอย่างหนึ่งหาได้ไม่

การปฏิบัติให้เกิด ความพอดีไม่มากและไม่น้อยเกินไปไม่ว่าในส่วนกายหรือใจก็ตาม ก็ย่อมจะเกิดความสุขโดยปราศจากความทุกข์ ที่แอบแฝงตามมา

ในความสุขทั้งสองฝ่ายนี้ ความสุขทางใจ นับว่าเป็น ยอดแห่งความสุขทั้งหมด ถ้าเรากระทำสิ่งใดแล้วจิตใจไม่มีความสุขแม้ว่าเราจะมีวัตถุมากมายครบถ้วนคอยอำนวยความสุขทุกรูปแบบก็หาได้ให้เกิดความสุขที่สมบูรณ์หรือแท้จริงไม่

แต่ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าทางร่างกายจะขาดแคลนวัตถุที่จะอำนวยความสุข เเต่ถ้าจิตใจมันมีปิติหล่อเลี้ยง มีความพอใจมีความสงบใจ คนก็ย่อมจะประสบความสุขได้

ในการมีเครื่องอำนวยความสุขมากเสียอีก กลับจะเป็นมารหรืออุปสรรค คอยขัดขวางหรือบั่นทอน ไม่ให้ผู้นั้นได้พบกับความสุขที่แท้จริงเสียด้วยซ้ำไป

ในคำสอนของพระพุทธองค์ ที่ทรงพร่ำสอน ทรงย้ำให้พระมีชีวตอยู่อย่าง สันโดษและมักน้อยให้มีอาหารหรือปัจจัย 4หล่อเลี้ยงชีวิต เหมือนน้ำมันหยอดเพลาเกวียนเท่านั้น
จากพุทธปฏิปทานี้ชาวบ้านผู้ครองเรือน ก็สามารถประยุกต์เอามาใช้ ให้เกิดประโยชน์ได้ นั่นคือ อย่าให้ตึงจนถึงเดือดร้อน และอย่าให้หย่อนจนตัวเป็นขน.....

หลัก มัซฌิมาปฏิปทาคือ ทางสายกลาง ไม่ตึงไม่หย่อนจืงเป็นแนวทางที่ควรนำมาดำเนินชีวิต เพื่อให้เกิดความสุขในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าใช้เป็นและใช้ให้ถูกต้องกับกาละเทศะ บุคคลและอัตภาพของตน

รวมความว่า ความสุขก็คือความสบายกาย และสบายใจในสองอย่างนี้ ความสุขใจ นับว่าเป็นยอดแห่งความสุขในโลก และทุกคนก็สามารถที่จะบรรลุความสุขได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก
พลังจิต

ข้อคิดดี ๆ จากผู้ที่ ประสบความสำเร็จ

ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล
วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ เพราะฉะนั้น
คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง จงจำเอาไว้ได้เลยว่า
ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้วความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว
------------ --------- --------- --------- --------- ธนินท์ เจียรวนนท์

ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า แต่ถ้าวันใด
ที่เขื่อนนั้นเปราะบางและโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง
ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากโหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น
แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม
------------ --------- --------- --------- --------- เจริญ สิริวัฒนภักดี


ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ
คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง
แต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน
------------ --------- --------- --------- ------- อนันต์ กาญจนพาสน์

จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา เพราะผมคิดว่า
ปกติผู้บริหารทั่วไปมักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา
มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา
ผมบอกลูกน้องของผมว่าเราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา
------------ --------- --------- --------- -------- พรเทพ พรประภา


ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบ
ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่าลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้วลูกค้า
พอใจแค่ไหนอย่างไร
ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียวเพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้องอาจ
เกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้
------------ --------- --------- --------- ------ ประกิต อภิสารธนรักษ์
ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด
ดีที่สุด หรือแม้แต่เลวที่สุด
เพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุดได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว
คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว
------------ --------- --------- --------- -- ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ


ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามคุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำ
และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆให้มันรู้ไปเลยว่า
เราทำไม่ไหวแล้ว
------------ --------- --------- --------- --------- - ชวน ตั้งมติธรรม
1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ มิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น
2. จริงใจกับทุกคน
3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ
4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน
5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา
6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน
------------ --------- --------- ------ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์


ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง
หรือนายจ้างควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ
การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้
นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น
ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง
------------ --------- --------- --------- -------- โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ
ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่ ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา
รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันทีและเข้าใจว่า
คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร มักอยากเป็นแบบนั้น
ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก
แต่ที่ได้รับคำแนะนำว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้
ก่อนเป็นอันดับแรก
------------ --------- --------- --------- ----- อมรเทพ ดีโรจนวงศ์


อีก 1 เรื่อง
เรื่องมีอยู่ว่าชาวนาจีนแก่ ๆ
คนหนึ่งเดินไปตามถนนบนบ่ามีมีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกง
จืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ขณะที่เดินไปเขาเกิดสะดุดก้อนหิน
และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป
โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า
"นี่ ๆ พ่อเฒ่าท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น"
ชายชราหันไปตอบว่า
"ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่"ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น
"อ้าวแล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ"
สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า
" ก็หม้อดินมันแตกแล้วแกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ"พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุก ๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่
เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ
เสมอต้น,เสมอปลาย...

ของขวัญ ที่ทุกคนอยากได้

ของขวัญ
  • ของขวัญจาก "การฟัง" จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มาก อย่าขัดจังหวะการพูด หรือขัดคอคนอื่น พูดให้น้อย ฟังให้มาก

  • ของขวัญจาก "ภาษากาย " อย่าอายที่จะแสดงความรักแก่ครอบครัว หรือเพื่อนของคุณ การแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกให้พวกเขารู้ถึงความสนิทสนมที่คุณมีให้ จับมือ โอบไหล่ สวมกอด หอมแก้ม ฯลฯ

  • ของขวัญจาก "ความเบิกบาน" แบ่งปันเสียงหัวเราะ และความสนุกสนานให้คนรอบข้าง มีเรื่องสนุก อย่าแอบหัวเราะคนเดียว

  • ของขวัญจาก "การเขียน" กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง เช่น ฉันรักคุณจังเลย ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ จะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับคนอ่านได้ไม่น้อย

  • ของขวัญจาก "คำชม" ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากจะได้รับคำชม เช่น ผมทรงนี้ดูดีจัง กับข้าวอร่อยมากเลยนะ

  • ของขวัญจาก "ความมีน้ำใจ" ความจริงพวกเราทุกคนล้วนมีน้ำใจ สภาพสังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอด ทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการหลับใน การแบ่งปันให้กัน จะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้น

  • ของขวัญจาก "เวลาส่วนตัว" บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบๆ ตามลำพัง อย่าลืมเคารพสิทธิผู้อื่นด้วย ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เมื่อเขาต้องการ

  • ของขวัญจากการ "ให้กำลังใจ" คนเรายามที่จิตใจท้อแท้ ก็เหมือนรถน้ำมันหมด ช่วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส ใจเย็นๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้ ยากกว่านี้ เธอยังทำได้เลย สักวันรถคุณเองก็อาจจะขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้

  • ของขวัญจาก "มธุรสวาจา" คำพูดดีๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดี อย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง ขอบคุณ ขอโทษ คุณอยากฟังคำพูดดีๆ คนอื่นเขาก็เหมือนกัน

ยางลบ กับการแก้ไข สิ่งผิดพลาด

สมัยเด็กๆ ครูสอนศิลปะท่านหนึ่งสอนฉันเสมอว่าเวลาเราใช้ดินสอวาดภาพ เราห้ามใช้ยางลบ ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครูสักท่าไหร่

รู้แต่เพียงว่าเวลาฉันวาดภาพแล้วเส้นมันบิดเบี้ยว ฉันก็อยากจะให้มันตรงสวย แต่ทุกครั้งที่ฉันหยิบยางลบขึ้นมาเพื่อจะลบภาพนั้น ครูของฉันก็จะเตือนถึงกติกานั้นเสมอ สุดท้ายฉันจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพๆนั้นไปตามจินตนาการ
เช่นถ้าฉันตั้งใจวาดรูปหน้าคน แต่ฉันอาจเผลอวาดตากลมโตเกินไป ฉันก็จะใช้วิธีเปลี่ยนตากลมๆ นั้นเป็นแว่นตาแทน แม้ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจว่า ทำไมฉันจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ

และแม้ฉันจะไม่เคยคิดวาดรูป หน้าคนใส่แว่นมาก่อน แต่ฉันก็ได้รูปหน้าคนตามที่ต้องการ แถมยังภูมิใจ ว่าสามารถวาดภาพๆนั้นด้วยความมั่นใจ และไม่ต้องใช้ยางลบลบภาพเลยสักครั้ง

เวลาผ่านไป ฉันโตขึ้น ฉันเรียนรู้ว่า สิ่งที่ครูสอนวันนั้น แท้จริงแล้วมันปลูกฝังนิสัยหนึ่งให้กับฉัน นั่นคือ การเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด

ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของทุกคน และในชีวิตหนึ่งก็มีหลายครั้งที่ฉันได้พบมันโดยไม่ตั่งใจ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น และรวบรวมสติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ก็คือ

การที่ฉันเข้าใจว่า ธรรมชาติของความผิดพลาด คือ การที่มันเกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่ถาวร ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ ลบความผิดพลาด แต่ฉันจำเป็นต้องใช้สมองต่อเติมแก้ไขภาพวาดของฉันให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง
ดังนั้นถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกับเราแล้ว การที่เราจะมานั่งร้องห่มร้องไห้ อ้อนวอนขอแหกกฎเพื่อใช้ยางลบกลับไปแก้ไขมันนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

สิ่งเดียวที่จะทำได้ ก็คือ รู้จักพลิกแพลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยสติ และวาดภาพของตัวเองต่อไปด้วยความระแวดระวังมากยิ่งขึ้น ทุกคนมีดินสอหนึ่งแท่งเพื่อที่จะวาดภาพชีวิตของเราให้สวยงาม แต่เราไม่มียางลบสักก้อนที่จะเอาไปลบสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาแล้วได้

ดังนั้นเราต้องตั้งใจ และมีสติทุกครั้งที่ลากเส้น ถึงแม้นภาพที่เราวาดออกมาจะไม่เหมือนกับภาพที่เราฝันไว้สักเท่าไหร่ แต่มันก็ออกมาจากมือของเรา เราควรจะภูมิใจกับมันได้เสมอ ไม่ต้องกลัวหรอก แม้จะรู้ดีว่าสักวันหนึ่งเราอาจลากเส้นบิดเบี้ยวไปบ้าง

เพราะถึงอย่างไร ฉันยังเชื่อว่า
ถ้าสมองและหัวใจของเราทำงานอย่างเต็มที่ ภาพชีวิตเราก็งดงามได้โดยไม่ต้องใช้ยางลบ